"เมื่อยอมรับความจริง  จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น"

"เมื่อยอมรับความจริง  จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น"

Skill ขั้นเทพของการบริหารคนให้ "พัง"

ถอดบทเรียนภาวะผู้นำ: สัญญาณเตือนที่อาจทำให้ทีมพัง

(โดยที่เราไม่รู้ตัว)

ต้องเรียนคุณผู้อ่านตามตรง ว่าการเป็นผู้นำนั้น เราไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่เรามีทีม มีคนหลายคนที่เราต้องดูแล

หากปราศจากทีมแล้ว เราไม่สามารถทำงานแบบลุยเดี่ยวคนเดียวได้ ดังนั้น "คน คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ที่ผู้นำต้องดูแลให้ดี"

ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปเท่าไร AI จะฉลาดแค่ไหน หากคุณยังมีลูกทีมที่เป็นคน ไม่ใช่หุ่นยนต์ คุณก็ยังต้องทำงานกับมนุษย์ที่มีจิตใจ มีความรู้สึก ดังนั้น การดูแลขวัญกำลังใจของคน ทำให้เขามีแรงจูงใจอยากทำงาน มีความสุขในการทำงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อคนทำงาน มีความสุข ผลลัพธ์ของงานก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ทีนี้เรามาลองสำรวจตัวเองกัน ว่าตอนนี้การบริหารคน ณ ปัจจุบันของเราเป็นอย่างไรบ้าง สุ่มเสี่ยงต่อการบริหารคนให้พังหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน

คำแนะนำก่อนอ่านบทความ

  • บทความนี้ตั้งใจเป็น “กระจกสะท้อน” เพื่อการเติบโต: วัตถุประสงค์ คือ อยากชวนให้คุณได้ลองหยุดพักและสำรวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เห็นจุดที่อาจเผลอมองข้ามและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงทีค่ะ

  • บทความเขียนขึ้นจากความหวังดีและปรารถนาดีอย่างแท้จริง💖: เล็กเข้าใจดีว่าบางประเด็นอาจสะกิดใจหรือทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่เล็กตั้งใจสื่อสารด้วยความจริงใจ เพราะอยากเห็นคุณเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและสร้างความไว้วางใจกับทีมได้ค่ะ

  • เล็กเองก็เคยผิดพลาดและเจ็บปวดจากการบริหารคนมาก่อน: เล็กเคยผ่านจุดที่ขาดความเข้าใจจนเกิดความผิดพลาดในเรื่องคน และใช้เวลาเรียนรู้มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี รวมถึงมีผู้นำอีกหลายท่านที่เล็กเคยร่วมงานด้วย ก็เคยผ่านความเจ็บปวดแบบนี้มาก่อน เล็กจึงเข้าใจความท้าทายนี้ดี และไม่อยากให้ผู้นำที่มีศักยภาพและความตั้งใจดีอย่างคุณ ต้องมาสะดุดกับหลุมพรางนี้อีก

ในโลกการทำงาน ลูกทีมอาจมีความเกรงใจจนไม่กล้าสะท้อนมุมมองเหล่านี้ให้คุณฟังตรง ๆ เล็กจึงขอทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งที่จะช่วยสะท้อนภาพนี้ให้คุณได้เห็นอย่างชัดเจน

หากคุณพร้อมที่จะเปิดใจ มองตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ ...

และใจที่เป็นกลาง กล้าหาญในการยอมรับความจริง ยอมรับตัวเอง ความมหัศจรรย์ของชีวิตจะเกิดขึ้นกับคุณค่ะ 😊💖

ลองมาสำรวจเช็กลิสต์ทั้ง 24 ข้อ นี้ไปด้วยกันนะคะ

Skill ขั้นเทพของการบริหารคนให้ "พัง"

1. สนใจแต่งาน มุดหัวทำแต่งาน

2. ไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง ใครเป็นไง ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องเรา

3. ไม่ต้องสนใจลูกน้อง ทุกข์สุขเป็นไง ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องเรา

4. กดดันลูกน้องเยอะ ๆ ให้น้องทำงานให้เราดี ๆ เราอยากได้อะไร ต้องได้ น้องต้องทำให้เรา ตามที่เราต้องการทั้งหมด

5. ไม่ต้องคุยเล่นกับลูกน้อง ไม่ต้องคุยเรื่องส่วนตัวใด ๆ กับน้องด้วย คุยงานอย่างเดียว

6. ไม่ต้องฟังน้อง ไม่ต้องขอความเห็นใด ๆ จากน้อง

7. พูดแทรก พูดตัดบท ไม่ต้องฟังน้องให้จบประโยคหรอก เพราะฉันรู้ว่าน้องจะพูดอะไร ขี้เกียจฟังให้เสียเวลา พูดแทรก พูดตัดบท เลยแล้วกัน ทำบ่อย ๆ ทำเป็นประจำด้วย

8. เวลาฟังน้องพูดอะไร ให้คิดในหัวเลย ว่าเราจะสวนกลับยังไง จะตอบอะไรกลับไป

9. ตัดสินน้องไปเลย ไม่ว่าน้องจะทำอะไร เช่น น้องไม่เก่ง, น้องไม่ ok, น้องทำไม่ได้, น้องไม่ตั้งใจ, น้องห่วย, น้องคิดลบ, น้องไม่มีศักยภาพ, น้องไม่มีความสามารถ, น้องคิดเองไม่เป็น เป็นต้น

10. ไม่ต้องพัฒนาน้องให้เก่งขึ้น ใช้งานอย่างเดียวพอ

11. เวลาน้องเงียบ หรือแสดงท่าที อึดอัด ไม่พอใจ ไม่โอเค เครียด หรือ เศร้า ก็ไม่ต้องสนใจน้อง ปล่อยเขาไป ไม่ใช่เรื่องเรา

12. ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ ที่ไร้จิตใจ ไร้ความรู้สึก เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว ไม่ต้องแสดงออกซึ่งความรัก ความห่วงใย ความใส่ใจใดๆ ไม่ต้องพยายามเข้าใจความคิด ความรู้สึกอะไรของน้องทั้งนั้น

13. เมื่อมีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน หรือรู้สึกไม่ดีต่อกัน ไม่ต้องเคลียร์ให้เข้าใจกันหรอก ไม่ต้องพยายามสื่อสาร หรือปรับความเข้าใจกับน้อง ปล่อยมันไว้แบบนั้นแหละ เก็บสะสมความไม่พอใจต่อกันไปเรื่อยๆ และให้มันกลายเป็นสงครามเย็นในที่ทำงาน ไปในที่สุด

14. ใช้คำพูดทิ่มแทงใจคนอื่น พูดตรงๆไง ก็เราเป็นคนแบบนี้ ไม่ต้องปรับตัวใดๆ คนอื่นสิต้องปรับเข้าหาเรา "เพราะข้าคือศูนย์กลางของโลกใบนี้"

15. นอกจากคำพูดแล้ว ก็ให้แสดงออกทางน้ำเสียง และสีหน้า ท่าทางด้วย โดยเฉพาะเวลาเครียด ไม่พอใจ ให้แผ่รังสีอำมหิตออกมาเยอะๆเลย ปล่อยระเบิดลงใส่ลูกน้องได้ยิ่งดี เอาให้ลูกน้องตัวแข็งเลยนะ

16. ถ้าไม่พอใจใคร ให้แสดงออกเลย ทั้งสีหน้า น้ำเสียง คำพูด อาจพีคได้ถึงขั้นเหวี่ยงวีนกลางหน่วยงาน กลางวง ที่ประชุม ออฟฟิศ ทำเอาห้องเงียบกริบ จนเสียงแอร์ดัง หรือวงแตกเลยทีเดียว

17. อย่าชมน้อง เพราะเดี๋ยวน้องจะเหลิง

18. ไม่ต้องพูด "ขอบคุณ" น้อง เพราะนั่นมันหน้าที่ ที่น้องต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องไปขอบคุณเขาหรอก

19. ไม่ต้องพูด "ขอโทษ" เพราะเราเป็นหัวหน้า เราไม่เคยผิด หรือถ้าเราผิด ก็ทำเนียนๆปล่อยเลยผ่านไปเงียบๆ อย่าพูดขอโทษ เดี๋ยวเสียฟอร์ม

20. สั่งให้น้องทำตามที่เราบอกอย่างเดียว เพราะเราเคยทำแบบนี้แล้วสำเร็จมาก่อน ทำตามความคิดเห็นเรานั่นแหละ ดีที่สุด ไม่ต้องให้น้องมีส่วนร่วม ในการออกความเห็นใดๆ

21. Micromanage จู้จี้จุกจิก in every detail ไม่ปล่อยให้น้องได้มีพื้นที่อิสระในการทำงานของตัวเอง นิดนึงก็ไม่ได้ ไม่ยอมปล่อยผ่าน ไม่หยวนเลยซักกะเรื่อง สร้างความอึดอัด รำคาญใจให้ลูกน้องอย่างมาก ว่าจะเยอะ จะเป๊ะ จะ perfect ไปถึงไหน เรื่องบางเรื่องถึงแก้ไป ก็ไม่ได้ทำให้ผลประกอบการดีขึ้น หรือลูกค้าพอใจมากขึ้น แล้วจะเสียเวลาแก้เพื่อ?

22. ไม่เคยบอกเป้าหมาย/ความคาดหวัง /scopeงาน กับน้องให้ชัด ปล่อยให้น้องต้องมโนเอาเอง หรือ คิดว่าน้องจะรู้ได้ด้วยตัวเอง

23. ให้ feedback แค่ปีละ 1-2 ครั้ง ตามรอบประเมินผลงาน น้อยเกินไปมั้ยคะ ต้องทำงานด้วยกันทุกวัน แต่ไม่ยอมคุยกันเรื่อย ๆ แล้วจะคาดหวังให้น้องพัฒนาตัวเอง พัฒนางานให้ดีกว่านี้ แล้วทำไมเราไม่รีบบอกน้องละคะ ไปบอกเอากลางปี หรือปลายปี แล้วน้องจะปรับปรุง แก้ไข ทันได้ยังไงล่ะคะ

24. ทำผิดศีลธรรม ไม่ซื่อสัตย์ คดโกง ไม่โปร่งใส: คุณคือผู้นำที่ทุกคนมองอยู่ เป็นตัวอย่างที่คนอื่นจะเดินตาม ไม่ว่าคุณจะมีลูกทีมเพียง 1-2 คน หรือกี่คนก็ตาม นี่คือจริยธรรมขั้นพื้นฐาน ถ้าข้อนี้คุณทำไม่ได้ คุณไม่มีทางได้รับความไว้วางใจจากใคร ระยะยาวงานของคุณ และทีมของคุณจะพังนะคะ เล็กเอาข้อนี้ไว้สุดท้าย เพราะนี่คือ พื้นฐานที่สำคัญที่สุด ที่ผู้นำทุกคนต้องมีค่ะ

ก้าวต่อไปเพื่อการเป็นผู้นำที่ดียิ่งขึ้น

หลังจากอ่านครบทั้ง 24 ข้อแล้ว หากพบว่าเรามีพฤติกรรมตามด้านบนในบางข้อ เล็กอยากบอกว่า คุณไม่ต้องรู้สึกแย่ หรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเองนะคะ

ผู้นำที่มีประสบการณ์หลายท่าน รวมถึงตัวเล็กเอง ต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ทำผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การตำหนิตัวเองในอดีต แต่คือ “ความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริงในปัจจุบัน” เพราะการตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-Awareness) คือ ก้าวแรกที่ทรงพลังที่สุดของการพัฒนาตนเอง

และตอนนี้คุณได้มาถึง step ที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนแล้วค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ😊

คุณรู้มั้ยคะ การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากอะไร ? เริ่มต้นจากการตระหนักในตัวเองค่ะ ว่าเราคือส่วนหนึ่งของปัญหา เลิกชี้ออกนอกตัว มันคือการยอมรับตัวเอง ยอมรับความจริง และกล้าเผชิญหน้า เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นค่ะ เพราะเราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีใครอยากทำไม่ดีหรอกนะคะ เราแค่คุ้นเคยกับการทำสิ่งเดิม ๆ และไม่รู้ว่า ที่ดีกว่านั้นเป็นยังไงต่างหาก ซึ่งหากเรารู้ว่ามันมีทางเลือกที่ดีกว่า เราก็ย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีกว่า หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น ถูกไหมคะ😊

ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเองใน version ที่ดีกว่าเดิม เราจะมาเดินทางกันต่อนะคะ งั้นคุณลองตอบคำถามนี้ดูค่ะ ว่าจาก 24 ข้อข้างต้น

- คุณมีกี่ข้อคะ?

- และข้อไหน คือ สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณต้องการ focus ทำให้ดีขึ้นเป็นเรื่องแรก?

ลองเลือก 1–2 ข้อที่คุณรู้สึกว่าส่งผลต่อบรรยากาศในทีมมากที่สุด แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมายในการปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มรับฟังอย่างตั้งใจ การกล่าวคำขอบคุณทีมงาน หรือการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ เป็นต้น

เมื่อผู้นำเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม บรรยากาศของทีมก็จะเปลี่ยนตาม ความเครียดในการทำงานจะลดลง ความไว้วางใจจะเพิ่มมากขึ้น ทีมงานรู้สึก engage กับงาน/ทีม/องค์กรมากขึ้น และงานที่มีประสิทธิภาพก็จะเกิดขึ้นไปพร้อมกับความสุขในการทำงานของทุกคนค่ะ

เล็กขอเป็นกำลังใจให้คุณในการพัฒนาตนเอง และเติบโตไปพร้อมกับทีมอย่างมั่นคงและยั่งยืนนะคะ 😊

แล้วถ้าคุณอยากรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับบริหารคนให้ได้ทั้งงาน และได้ใจคน ต้องทำยังไง กดอ่านต่อได้เลยค่ะ🥰💖

© 2021 - 2026 Life Leklek

All Rights Reserved. Site design by Life Leklek.